แชทตรง
กับเจ้าหน้าที่
คลิ๊กเลย
X
อบต.บ้านยา
อ.หนองหาน จ.อุดรธานี
“ มีการประสานงานแบบบูรณาการร่วม มุ่งการพัฒนา
เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ”
วิสัยทัศน์เทศบาลตำบลบ้านยา
องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านยา
สถานที่สำคัญ-ท่องเที่ยว
วัดป่าบ้านหนองผือ

วัดป่าบ้านหนองผือ

ประวัติ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ มีสารเณรรูปหนึ่ง ชื่อ สามเณรมานะ (เณรนะ) ได้ธุดงค์มา เรื่อย จนมาถึงป่าช้าทางทิศใต้ของหมู่บ้าน เห็นว่าเป็นที่เงียบสงบเหมาะกับการนั่งปฏิบัติธรรม ท่านจึงนั่งกรรมฐาน วันรุ่งขึ้น ชาวบ้านมาเห็นจึงเกิดศรัทธาเลื่อมใส นําภัตตาหารมาถวาย ญาติโยมมีจิตศรัทธา มีคุณพ่อไส มีโคทะ คุณพ่อทา พุทธดี คุณพ่ออ่อนตา ผาริโน ได้ปรึกษาหารือสร้างกุฏิ ๑ หลังชั่วคราว มุงหลังคา พอได้พัก และศาลา พอได้เป็นศาลาฉันภัตตาหาร
๏ หลังเล็ก
เมื่ออยู่ได้ไม่นาน ท่านจึงขอลาญาติโยมออกเที่ยวธุดงค์ไปที่อื่น จึงทําให้ชาวบ้านอาลัยในข้อ วัตรประพฤติปฏิบัติของท่าน จึงได้แสวงหาครูบาอาจารย์เป็นที่พึ่งทางจิตใจ และได้ข่าวว่า หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ท่าน เป็นคนร้อยเอ็ดเหมือนกัน ได้มาตั้งวัดป่าสันติกาวาส ที่ อ.ไชยวาน ชาวบ้านจึงได้ไปขอความเมตตาจากองค์ท่านให้ส่ง พระภิกษุสามเณรมาจําพรรษา และพาญาติโยมสร้างวัดป่าหนองผือ หลวงปู่จัดให้ หลวงปู่บุญเพ็ง สุกะวโร มาเป็น ประธานสงฆ์ แล้วก็มีครูบาอาจารย์มาแวะเยี่ยมเยือน และแสดงธรรมโปรดญาติโยมไม่ได้ขาด ซึ่งมี หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล วัดป่าสันติกาวาส หลวงปู่วัน วัดถ้ําพวง หลวงปู่สิงห์ วัดป่าแก้วชุมพล หลวงปู่สุพัฒน์ วัดป่าบ้านต้าย หลวงปู่ บุญยัง วัดป่าบ้านค้อ เป็นต้น
พรรษาที่ ๕ หลวงปู่บุญเพ็งจึงได้ลาญาติโยมไปสร้างวัดที่บ้านเกิดของท่าน คือ บ้านนาแซง จ.ร้อยเอ็ด หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ได้ส่ง พระอาจารย์สุดใจ กับ พระอาจารย์บุญฮอง มาแทนหลวงปู่บุญเพ็ง แล้วท่าน ก็ได้ดําเนินการขอสร้างวัด และขอตั้งให้เป็นวัดที่สมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมาย ที่ตั้งวัดเก่าเป็นป่าช้า ที่สาธารณะ ไม่มี สิทธิ์จะออกโฉนดได้ จึงมี คุณแม่บุญ แสนฤชา ถวายที่ ๔ ไร่ ๒ งาน ตรงที่สร้างโบสถ์ปัจจุบัน และ คุณเสาวคนธ์ กรรณสูต ได้เป็นเจ้าภาพ ซื้อที่ดินเพิ่ม จํานวน ๓๐ ไร่ และเป็นผู้ดําเนินการ และสร้างขอตั้งวัด โดยได้ชื่อว่า วัดป่า
หนองผือ
 

วัดป่าศรีวิไลย์

วัดป่าศรีวิไลย์

ประวัติความเป็นมา วัดป่าศรีวิไลย์ เริ่มก่อตั้ง ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๘ โดยหลวงปู่หอม เป็นผู้ บุกเบิก ณ ริมป่าช้าบ้านธาตุใหญ่ ตําบลบ้านยา อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ต่อมาท่านได้มรณภาพ ได้มีหลวงปู่เพียร ปัญญาพุทโธ ท่านได้สร้างกุฏิ ศาลาการเปรียญ มีโรงเรียนปริญัติธรรมถึงชั้นเอก และได้ปรับถนนหนทางให้สัญจรสะดวก ต่อมาท่านได้ย้ายไปที่บ้านเกิดอําเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสระเกษ ปัจจุบันมีหลวงปู่ภาวนา ปัญญาโสพล (หลวงปู่คําผิว สุภะโน) เป็นเจ้าอาวาส และท่านได้ดําเนินการสร้างพระใหญ่ นามว่า หลวงพ่อโตโคตะมะ เพื่อเป็นที่สักการะ กราบไหว้ บูชา ของประชาชนในพื้นที่

วัดศรมหาธาตุ

วัดศรีมหาธาตุ

ประวัติความเป็นมา ความเดิมแต่การเสด็จดับขันธปรินิพพานแห่งองค์สมเด็จพระศาสดา สัมมาสัมพูทธเข้าล่วงได้ 8 พรรษา พระอรหันตสาวก 500 รูป มีพระมหากัสสปะเป็นประธานได้อัญเชิญเอาพระบรมสารีริกธาติส่วนหัวอก (อุรังคธาตุ) มายังเมืองมรุกขนคร ครั้งนั้น เจ้าผู้ครองณครทั้ง 5 คือ
1. พญาจุฬณีพรหมทัต เจ้าเมืองจุฬณีนคร (ฝั่งซ้ายตอนล่างแม่น้ำโขงทั้งหมด)
2. พญาอินทะปัฐนคร เจ้าเมืองอินทะปัฐ (ประเทศกัมพูชา)
3. พญานันทะเสน เจ้าเมืองมรุกขนคร (นครพนม)
4. พญาสุวรรณภิงคาร เจ้าเมืองหนองหานหลวง (สกลนคร)
5. พญาคำแดง เจ้าเมืองหนองหานน้อย (อุดรธานี)
ได้มาชุมนุมกันร่วมกันสร้างอุโมงค์เพื่อเป็นที่บรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า ณ ที่กปณคีรี (ภูกําพร้า) เมืองมรุขนคร และได้พร้อมกันบริจาคทรัยพ์สมบัติและแก้วแหวนเงินทองส่วนพระองค์บรรจุเป็นบรรณาการ สักการะบูชาพระอุรังคธาตุเสร็จแล้ว ท้าวพญาคําแดง เจ้าเมืองหนองหานน้อยจึงได้อําลาเจ้าพญาทั้ง ๔ เมือง เพื่อกลับสู่ เมืองแห่งตน แต่ก่อนที่จะเสร็จกลับได้เกิดจินตนาการว่า “อันว่าเมืองมรุกขนครกับเมืองหนองหานน้อยของเราหนทางก็ยาว ไกลยิ่งนัก ทุกๆ ปี หากเราจะนําพาข้าราชการบริพารเดินทางมาสักการบูชาพระอุรังคเจดีย์คงจะลําบากไม่น้อยไฉนหนอ เรา จึงได้พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์นํากลับไปยังเมืองของเรา แล้วสร้างเจดีย์บรรจุไว้สักการบูชาประจําเมือง คงจะดี เป็นแน่” เมื่อได้จินตนาการเช่นนั้นแล้ว จึงได้เข้าไปนมัสการพระมหากัสสปะเถระ เพื่อขอพระพระบรมสารีริกธาตุส่วนอื่น พระมหาเถระได้ใคร่ครวญทราบว่า เจ้าพญาองค์นี้ ประกอบไปด้วยศรัทธาปะลาทะอันแรงกล้า ถึงจะเป็นเจ้าเมืองอยู่แสน ไกล ก็ยังดั้นด้นมาร่วมสร้างอุโมงค์บรรจุพระอุรังคธาตุจนสําเร็จ หากท้าวเธอได้พระบรมสารีริกธาตุไป คงเพิ่มกําลังศรัทาปะ สาทะในพระพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้น จึงรับสั่งให้พระอรหันตสาวกผู้ทรงอิทธิฤทธิ์รูปหนึ่งไปนําเอาพระบรมสารีริกธาตุ ๓ องค์ มา จากพระเชตวันมหาวิหาร และมอบแด่พญาคําแดงพร้อมด้วยกิ่งแห่งต้นโพธิพฤกษ์ที่ตรัสรู้ และได้กําชับว่า “ท้าวเธอจงนํา กลับไปยังเมืองของตน พิจารณาดูสถานที่เป็นเนินภูเขาเสมือนกปณบรรพตนี้แล้ว ก่อเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนี้ไว้ สักการบูชาเถิด” เมื่อท้าวพญาคําแดงได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากพระมหาเถระแล้ว ความปรีดาปราโมทย์หาที่เปรียบมิได้เกิดขึ้นในหฤทัยดุจได้เสวยสิริแห่งพระเจ้าจักรพรรดิราชา ท้าวเธอพร้อมด้วยข้าราชบริพารได้จัดขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุ ดําเนินกลับสู่นครของตน ณ กาลครั้งนั้นกล่าวถึงท้าวคําบาง เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ ได้ทราบข่าวว่า พระอรหันตสาวกทั้งหลาย มีพระ มหากัสสปะเป็นประธานนําพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐาน ณ ที่ภูกําพร้า เมืองมรุกขนคร ก็เกิดศรัทธา ปรารถนาจะร่วมถวายเครื่องสักการะเป็นบรรณาการแด่พระอุรังคธาตุ จึงได้ป่าวประกาศไปทั่วเมือง และรับสั่งให้รวบรวม แก้วแหวนเงินทองของมีค่าบรรทุกรถม้าและล้อเกวียนพร้อมด้วยบริวาร ออกเดินทางสู่เมืองมรุกขนคร แต่เมื่อเดินทางถึงชาย ทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งอันเป็นเขตขันธสีมาของเมืองหนองหานน้อย ได้เห็นภูมิประเทศแห่งนั้นอันน่ารื่นรมย์ยินดีเพราะมีหนองน้ํา ใหญ่อยู่ใกล้กับภูเขาเตี้ยๆ ในหนองน้ํางามสะพรั่งด้วยดอกบัวแดง จึงรับสั่งให้ข้าราชบริพารหยุดตั้งค่ายพักแรม ณ ที่แห่งนั้น แล้วรับสั่งบุรุษม้าเร็วไปสืบข่าวที่เมืองมรุกขนครว่า “เธอจงไป จงรู้ว่าพระอุรังคธาตุบรรจุเสร็จแล้วหรือยัง เมื่อทราบแล้วจง
รีบกลับมา” ณ เมื่อบุรุษม้าเร็วเดินทางถึงและได้ทราบว่าพระอุรังคธาตุได้รับการบรรจุโดยท้าวพญาทั้ง ๕ เรียบร้อยแล้ว จึงรีบเดินทางกลับมาเพื่อแจ้งแก่นายของตน ระหว่างทางได้ประสบกับขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของท้าวพญา คําแดง จึงได้ร่วมเดินทางกลับมาถึงค่ายพักแรมของท้าวคําบาง ทั้งสองฝ่ายได้ทําการปฏิสันฐาร ไตร่สวนความเป็นมาและ จุดประสงค์ของกันและกันแล้วรู้ว่าเจตนาสอดคล้องกัน ประกอบกับท้าวพญาคําแดงได้พิจารณาเห็นภูมิประเทศที่ท้าวพญาคํา บางใช้เป็นที่พักเป็นที่เนินเขาเตี้ย เตี้ย ๆ มีสภาพชวนรื่นรมย์ตรงตามที่พระมหากัสสปะได้แนะนําไว้ จึงปรารภขึ้นว่า “บัดนี้ การ บรรจุพระอุรังคธาตุที่กปณบรรณพต เมืองมรุกขนครก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว หากพวกท่านเดินทางไป ก็คงหาที่บรรจุเครื่อง บรรณาการเหล่านี้ไม่ได้ ควารที่เรามาร่วมกันก่อสร้างเจดีย์ขึ้นใหม่ ณ สถานที่นี่ เราจะใช้เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ สักการระบูชาประจําเมืองของเรา ส่วนท่านก็ได้บรรจุทรัพย์สมบัติที่นํามาเป็นบรรณาการแก่พระเจดีย์ด้วย นับว่าบรรลุ จุดประสงค์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย" เมื่อเจ้าพญาทั้งสองได้มีเอกฉันทะจิตรเช่นนั้น จึงพร้อมใจกันลงมือก่อสร้างเจดีย์ ณ ที่แห่งนั้นเสร็จ แล้วได้ทําการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และทรัพย์สมบัติที่นํามาทั้งหมดให้เป็นบรรณาการแด่เจดีย์แล้วปลูกกิ่งโพธิพฤกษ์ไว้ มุม (๓ เส้า) แห่งองค์เจีย์พร้อมกับอธิษฐานว่า “ถ้าสถานที่แห่งนี้จักเจริญรุ่งเรืองไปในภายภาคหน้าขอให้ต้นโพธิ์พฤกษ์ ๓ ต้น จงงอกงามเติบโตยิ่งๆ ขึ้น อย่ารู้แห้งเหี่ยวเฉาตายเถิด” จากนั้นได้ทําการฉลองพระเจดีย์สิ้น ๓ ราตรี แล้วก็อําลาซึ่งกันและกันแยกย้ายกลับเมืองของตนในกาลต่อมาเกิดน้ําท่วมใหญ่จนคนผู้อาศัยในเขตขันธสีมาของเมืองหนองหานน้อยทั้งสิ้น ได้อพยพ
หนีน้ําไปอาศัยอยู่ที่อื่นจนสิ้น พระธาตุจึงถูกทิ้งให้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลานับได้ ๒ พันกว่าปี ถึงปี พ.ศ. ๒๔๒๓ ราษฎรชาวจังหวัดอุบลราชธานี ประมาณ ๒๐ ครอบครัว ได้อพยพขึ้นมาเพื่อตั้งถิ่นฐานบ้านเมือง ได้มาเห็นทุ่งนาอันกว้างใหญ่และต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์ และมีหนองน้ําที่ใสสะอาด เหมาะแก่การเพาะปลูก กลุ่มหนึ่งจึงตั้งบ้านอยู่อาศัยที่ชายทุ่งด้านทิศตะวันวันออก (ที่โนนบ้านแพงในปัจจุบัน) อีกลุ่มหนึ่งที่ กล้าหาญหน่อยก็มาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมหนองน้ําด้านทิศใต้และได้ประกอบอาชีพกสิกรรมสืบมาเมื่อมีหมู่บ้านบ้านสิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้คือวัด ซึ่งใช้เป็นที่บําเพ็ญกุศล ตอนแรกชาวบ้านได้ย้ายมา ตั้งที่ใกล้ๆ หนองน้ําด้านทิศใต้ เพราะสะดวกแก่การไปทําบุญ แต่ที่เนินเขาเตี้ยนั้นเป็นที่อาศัยของสัตว์น้ํานานาชนิด เพราะ อยู่ใกล้น้ําสะดวกในการหากิจ ประกอบกับเป็นป่าทึบ มีเจ้าที่แรงมากหากใครกล้าไปตัดต้นไม้ที่นั่น แม้แต่ต้นเดียวก็จะมีอัน เป็นไปทันที จึงไม่มีผู้ใดไปแตะต้อง คงปล่อยเป็นป่าอยู่เช่นเดิมและเมื่อถึงวันเพ็ญแทบทุกคืน จะปรากฏเห็นดวงไฟส่องแสง สว่างพุ่งขึ้นจากกลางเนินเขาสู่อากาศทีละหลายนาที จึงดับไปชาวบ้านจึงพร้อมใจกัน ขึ้นไปสํารวจดูว่ามีอะไรอยู่บนนั้น เมื่อ สํารวจไปถึงตอนกลางเนินเขา จึงได้พบเห็นซากเจดีย์เก่าปกคลุมด้วยต้นไม้และ เถาวัลย์รกครึ้มและเมื่อสํารวจดูรอบๆ ก็เห็น ต้นโพธิ์ใหญ่ ๓ ต้นขึ้นอยู่รอบองค์เจดีย์ ๓ มุม จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านธาตุ” ต่อมาราวปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้มีราษฎรอีกหลายครอบครัวอพยพตามขึ้นมาจากจังหวัดอุบลฯ และมี พระภิกษุรูปหนึ่งติดตามมาด้วย ชื่อ ญาท่านพระครูจันทร์ ซึ่งเป็นผู้มีวิทยาคมแก่กล้ามีเมตตาจิตสูง ท่านได้มาปรารภว่าควร จะย้ายวัดจากที่เดิมซึ่งอยู่ใกล้หมู่บ้านซึ่งไม่เงียบสงบ ขึ้นไปอยู่บนเนินเขาเตี้ยนั้นจะเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เมื่อทายก ทายิกาเห็นชอบแล้วจึงได้ไปนิมนต์พระอาจารย์สุมนา มาช่วยประกอบพิธีขอขมาเจ้าที่ และได้ลงมือแผ้วถางระหว่างที่ทําการ บุกเบิกสถานที่นั้น นอกจากซากเจดีย์เก่าแล้ว ยังเห็นชิ้นส่วนของถ้วยชามดินเผาเป็นจํานวนมากทิ้งเกลื่อนกลาดอยู่ทั่วไป อีก ทั้งยังมีเศษกระดูกมนุษย์สมัย ๘ ศอกทิ้งเรี่ยราดอยู่ทุกแห่งหน แสดงให้ทราบว่าที่แห่งนี้มีผู้คนอาศัยมาก่อนแล้ว ก่อนที่จะถูก ปล่อยทิ้งให้เป็นป่ารก ด้วยเหตุที่มีเจดีย์เก่าอยู่กลางเนินจึงได้ ตั้งชื่อวัดที่ตั้งใหม่นี้ว่า “วัดศรีมหาธาตุ” จนกระทั่งปัจจุบัน
วัดศรีมหาธาตุ