แชทตรง
กับเจ้าหน้าที่
คลิ๊กเลย
X
อบต.บ้านยา
อ.หนองหาน จ.อุดรธานี
“ มีการประสานงานแบบบูรณาการร่วม มุ่งการพัฒนา
เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ”
วิสัยทัศน์เทศบาลตำบลบ้านยา
องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านยา
สถานที่สำคัญ-ท่องเที่ยว


วัดศรมหาธาตุ
22 ตุลาคม 2567 11:15 น.

วัดศรีมหาธาตุ

ประวัติความเป็นมา ความเดิมแต่การเสด็จดับขันธปรินิพพานแห่งองค์สมเด็จพระศาสดา สัมมาสัมพูทธเข้าล่วงได้ 8 พรรษา พระอรหันตสาวก 500 รูป มีพระมหากัสสปะเป็นประธานได้อัญเชิญเอาพระบรมสารีริกธาติส่วนหัวอก (อุรังคธาตุ) มายังเมืองมรุกขนคร ครั้งนั้น เจ้าผู้ครองณครทั้ง 5 คือ
1. พญาจุฬณีพรหมทัต เจ้าเมืองจุฬณีนคร (ฝั่งซ้ายตอนล่างแม่น้ำโขงทั้งหมด)
2. พญาอินทะปัฐนคร เจ้าเมืองอินทะปัฐ (ประเทศกัมพูชา)
3. พญานันทะเสน เจ้าเมืองมรุกขนคร (นครพนม)
4. พญาสุวรรณภิงคาร เจ้าเมืองหนองหานหลวง (สกลนคร)
5. พญาคำแดง เจ้าเมืองหนองหานน้อย (อุดรธานี)
ได้มาชุมนุมกันร่วมกันสร้างอุโมงค์เพื่อเป็นที่บรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า ณ ที่กปณคีรี (ภูกําพร้า) เมืองมรุขนคร และได้พร้อมกันบริจาคทรัยพ์สมบัติและแก้วแหวนเงินทองส่วนพระองค์บรรจุเป็นบรรณาการ สักการะบูชาพระอุรังคธาตุเสร็จแล้ว ท้าวพญาคําแดง เจ้าเมืองหนองหานน้อยจึงได้อําลาเจ้าพญาทั้ง ๔ เมือง เพื่อกลับสู่ เมืองแห่งตน แต่ก่อนที่จะเสร็จกลับได้เกิดจินตนาการว่า “อันว่าเมืองมรุกขนครกับเมืองหนองหานน้อยของเราหนทางก็ยาว ไกลยิ่งนัก ทุกๆ ปี หากเราจะนําพาข้าราชการบริพารเดินทางมาสักการบูชาพระอุรังคเจดีย์คงจะลําบากไม่น้อยไฉนหนอ เรา จึงได้พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์นํากลับไปยังเมืองของเรา แล้วสร้างเจดีย์บรรจุไว้สักการบูชาประจําเมือง คงจะดี เป็นแน่” เมื่อได้จินตนาการเช่นนั้นแล้ว จึงได้เข้าไปนมัสการพระมหากัสสปะเถระ เพื่อขอพระพระบรมสารีริกธาตุส่วนอื่น พระมหาเถระได้ใคร่ครวญทราบว่า เจ้าพญาองค์นี้ ประกอบไปด้วยศรัทธาปะลาทะอันแรงกล้า ถึงจะเป็นเจ้าเมืองอยู่แสน ไกล ก็ยังดั้นด้นมาร่วมสร้างอุโมงค์บรรจุพระอุรังคธาตุจนสําเร็จ หากท้าวเธอได้พระบรมสารีริกธาตุไป คงเพิ่มกําลังศรัทาปะ สาทะในพระพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้น จึงรับสั่งให้พระอรหันตสาวกผู้ทรงอิทธิฤทธิ์รูปหนึ่งไปนําเอาพระบรมสารีริกธาตุ ๓ องค์ มา จากพระเชตวันมหาวิหาร และมอบแด่พญาคําแดงพร้อมด้วยกิ่งแห่งต้นโพธิพฤกษ์ที่ตรัสรู้ และได้กําชับว่า “ท้าวเธอจงนํา กลับไปยังเมืองของตน พิจารณาดูสถานที่เป็นเนินภูเขาเสมือนกปณบรรพตนี้แล้ว ก่อเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนี้ไว้ สักการบูชาเถิด” เมื่อท้าวพญาคําแดงได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากพระมหาเถระแล้ว ความปรีดาปราโมทย์หาที่เปรียบมิได้เกิดขึ้นในหฤทัยดุจได้เสวยสิริแห่งพระเจ้าจักรพรรดิราชา ท้าวเธอพร้อมด้วยข้าราชบริพารได้จัดขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุ ดําเนินกลับสู่นครของตน ณ กาลครั้งนั้นกล่าวถึงท้าวคําบาง เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ ได้ทราบข่าวว่า พระอรหันตสาวกทั้งหลาย มีพระ มหากัสสปะเป็นประธานนําพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐาน ณ ที่ภูกําพร้า เมืองมรุกขนคร ก็เกิดศรัทธา ปรารถนาจะร่วมถวายเครื่องสักการะเป็นบรรณาการแด่พระอุรังคธาตุ จึงได้ป่าวประกาศไปทั่วเมือง และรับสั่งให้รวบรวม แก้วแหวนเงินทองของมีค่าบรรทุกรถม้าและล้อเกวียนพร้อมด้วยบริวาร ออกเดินทางสู่เมืองมรุกขนคร แต่เมื่อเดินทางถึงชาย ทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งอันเป็นเขตขันธสีมาของเมืองหนองหานน้อย ได้เห็นภูมิประเทศแห่งนั้นอันน่ารื่นรมย์ยินดีเพราะมีหนองน้ํา ใหญ่อยู่ใกล้กับภูเขาเตี้ยๆ ในหนองน้ํางามสะพรั่งด้วยดอกบัวแดง จึงรับสั่งให้ข้าราชบริพารหยุดตั้งค่ายพักแรม ณ ที่แห่งนั้น แล้วรับสั่งบุรุษม้าเร็วไปสืบข่าวที่เมืองมรุกขนครว่า “เธอจงไป จงรู้ว่าพระอุรังคธาตุบรรจุเสร็จแล้วหรือยัง เมื่อทราบแล้วจง
รีบกลับมา” ณ เมื่อบุรุษม้าเร็วเดินทางถึงและได้ทราบว่าพระอุรังคธาตุได้รับการบรรจุโดยท้าวพญาทั้ง ๕ เรียบร้อยแล้ว จึงรีบเดินทางกลับมาเพื่อแจ้งแก่นายของตน ระหว่างทางได้ประสบกับขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของท้าวพญา คําแดง จึงได้ร่วมเดินทางกลับมาถึงค่ายพักแรมของท้าวคําบาง ทั้งสองฝ่ายได้ทําการปฏิสันฐาร ไตร่สวนความเป็นมาและ จุดประสงค์ของกันและกันแล้วรู้ว่าเจตนาสอดคล้องกัน ประกอบกับท้าวพญาคําแดงได้พิจารณาเห็นภูมิประเทศที่ท้าวพญาคํา บางใช้เป็นที่พักเป็นที่เนินเขาเตี้ย เตี้ย ๆ มีสภาพชวนรื่นรมย์ตรงตามที่พระมหากัสสปะได้แนะนําไว้ จึงปรารภขึ้นว่า “บัดนี้ การ บรรจุพระอุรังคธาตุที่กปณบรรณพต เมืองมรุกขนครก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว หากพวกท่านเดินทางไป ก็คงหาที่บรรจุเครื่อง บรรณาการเหล่านี้ไม่ได้ ควารที่เรามาร่วมกันก่อสร้างเจดีย์ขึ้นใหม่ ณ สถานที่นี่ เราจะใช้เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ สักการระบูชาประจําเมืองของเรา ส่วนท่านก็ได้บรรจุทรัพย์สมบัติที่นํามาเป็นบรรณาการแก่พระเจดีย์ด้วย นับว่าบรรลุ จุดประสงค์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย" เมื่อเจ้าพญาทั้งสองได้มีเอกฉันทะจิตรเช่นนั้น จึงพร้อมใจกันลงมือก่อสร้างเจดีย์ ณ ที่แห่งนั้นเสร็จ แล้วได้ทําการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และทรัพย์สมบัติที่นํามาทั้งหมดให้เป็นบรรณาการแด่เจดีย์แล้วปลูกกิ่งโพธิพฤกษ์ไว้ มุม (๓ เส้า) แห่งองค์เจีย์พร้อมกับอธิษฐานว่า “ถ้าสถานที่แห่งนี้จักเจริญรุ่งเรืองไปในภายภาคหน้าขอให้ต้นโพธิ์พฤกษ์ ๓ ต้น จงงอกงามเติบโตยิ่งๆ ขึ้น อย่ารู้แห้งเหี่ยวเฉาตายเถิด” จากนั้นได้ทําการฉลองพระเจดีย์สิ้น ๓ ราตรี แล้วก็อําลาซึ่งกันและกันแยกย้ายกลับเมืองของตนในกาลต่อมาเกิดน้ําท่วมใหญ่จนคนผู้อาศัยในเขตขันธสีมาของเมืองหนองหานน้อยทั้งสิ้น ได้อพยพ
หนีน้ําไปอาศัยอยู่ที่อื่นจนสิ้น พระธาตุจึงถูกทิ้งให้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลานับได้ ๒ พันกว่าปี ถึงปี พ.ศ. ๒๔๒๓ ราษฎรชาวจังหวัดอุบลราชธานี ประมาณ ๒๐ ครอบครัว ได้อพยพขึ้นมาเพื่อตั้งถิ่นฐานบ้านเมือง ได้มาเห็นทุ่งนาอันกว้างใหญ่และต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์ และมีหนองน้ําที่ใสสะอาด เหมาะแก่การเพาะปลูก กลุ่มหนึ่งจึงตั้งบ้านอยู่อาศัยที่ชายทุ่งด้านทิศตะวันวันออก (ที่โนนบ้านแพงในปัจจุบัน) อีกลุ่มหนึ่งที่ กล้าหาญหน่อยก็มาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมหนองน้ําด้านทิศใต้และได้ประกอบอาชีพกสิกรรมสืบมาเมื่อมีหมู่บ้านบ้านสิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้คือวัด ซึ่งใช้เป็นที่บําเพ็ญกุศล ตอนแรกชาวบ้านได้ย้ายมา ตั้งที่ใกล้ๆ หนองน้ําด้านทิศใต้ เพราะสะดวกแก่การไปทําบุญ แต่ที่เนินเขาเตี้ยนั้นเป็นที่อาศัยของสัตว์น้ํานานาชนิด เพราะ อยู่ใกล้น้ําสะดวกในการหากิจ ประกอบกับเป็นป่าทึบ มีเจ้าที่แรงมากหากใครกล้าไปตัดต้นไม้ที่นั่น แม้แต่ต้นเดียวก็จะมีอัน เป็นไปทันที จึงไม่มีผู้ใดไปแตะต้อง คงปล่อยเป็นป่าอยู่เช่นเดิมและเมื่อถึงวันเพ็ญแทบทุกคืน จะปรากฏเห็นดวงไฟส่องแสง สว่างพุ่งขึ้นจากกลางเนินเขาสู่อากาศทีละหลายนาที จึงดับไปชาวบ้านจึงพร้อมใจกัน ขึ้นไปสํารวจดูว่ามีอะไรอยู่บนนั้น เมื่อ สํารวจไปถึงตอนกลางเนินเขา จึงได้พบเห็นซากเจดีย์เก่าปกคลุมด้วยต้นไม้และ เถาวัลย์รกครึ้มและเมื่อสํารวจดูรอบๆ ก็เห็น ต้นโพธิ์ใหญ่ ๓ ต้นขึ้นอยู่รอบองค์เจดีย์ ๓ มุม จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านธาตุ” ต่อมาราวปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้มีราษฎรอีกหลายครอบครัวอพยพตามขึ้นมาจากจังหวัดอุบลฯ และมี พระภิกษุรูปหนึ่งติดตามมาด้วย ชื่อ ญาท่านพระครูจันทร์ ซึ่งเป็นผู้มีวิทยาคมแก่กล้ามีเมตตาจิตสูง ท่านได้มาปรารภว่าควร จะย้ายวัดจากที่เดิมซึ่งอยู่ใกล้หมู่บ้านซึ่งไม่เงียบสงบ ขึ้นไปอยู่บนเนินเขาเตี้ยนั้นจะเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เมื่อทายก ทายิกาเห็นชอบแล้วจึงได้ไปนิมนต์พระอาจารย์สุมนา มาช่วยประกอบพิธีขอขมาเจ้าที่ และได้ลงมือแผ้วถางระหว่างที่ทําการ บุกเบิกสถานที่นั้น นอกจากซากเจดีย์เก่าแล้ว ยังเห็นชิ้นส่วนของถ้วยชามดินเผาเป็นจํานวนมากทิ้งเกลื่อนกลาดอยู่ทั่วไป อีก ทั้งยังมีเศษกระดูกมนุษย์สมัย ๘ ศอกทิ้งเรี่ยราดอยู่ทุกแห่งหน แสดงให้ทราบว่าที่แห่งนี้มีผู้คนอาศัยมาก่อนแล้ว ก่อนที่จะถูก ปล่อยทิ้งให้เป็นป่ารก ด้วยเหตุที่มีเจดีย์เก่าอยู่กลางเนินจึงได้ ตั้งชื่อวัดที่ตั้งใหม่นี้ว่า “วัดศรีมหาธาตุ” จนกระทั่งปัจจุบัน
วัดศรีมหาธาตุ


ตำแหน่งที่ตั้ง : ตำบล บ้านยา อำเภอหนองหาน อุดรธานี 41320 Google Map
เวลาทำการ : ทุกวัน 08:00 - 18:00 น.
โทรศัพท์ : 0123456789
แหล่งที่มา :
จำนวนผู้เข้าชม : 114